วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

เคล็ดลับในการเลือกเทียร่า


เทียร่า

เทียร่า

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          เทียร่า...เครื่องประดับผมชิ้นสำคัญสำหรับเจ้าสาว ที่หลงใหลความน่ารักของเจ้ามงกุฎชิ้นเล็ก ๆ นี้ ดังนั้น กระปุกเวดดิ้งจึงนำเอาเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการเลือกเทียร่า มาฝากคุณเจ้าสาวกันค่ะ...

          ลองเทียร่าโดยสวมชุดเจ้าสาว ที่คุณจะใส่คู่กันในวันนั้นด้วย คงไม่ดีแน่ค่ะหากชุดเจ้าสาวก็สวยและเทียร่าก็สวย แต่สวยกันแบบคนละทิศคนละทาง

          เลือกเทียร่าที่เข้ากับรูปทรงของหน้าคุณเป็นสำคัญ ส่วนสีสันและรายละเอียดประดับเป็นเรื่องรองลงมาอีกลำดับหนึ่ง

          เลือกเทียร่าให้กลมกลืนกับเครื่องประดับชิ้นอื่น ๆ ด้วย หากเครื่องประดับอื่นเป็นคริสตัล เทียร่าของคุณก็ควรจะประดับจากคริสตัลด้วย หรือหากมีต่างหูมุก เทียร่าที่ประดับด้วยมุกก็จะดูกลมกลืนเข้ากันมากกว่า อย่าลืมใช้หลักการนี้ในการเลือกเทียร่าทุกครั้งนะคะ

          หากชุดแต่งงานของคุณเป็นแบบเรียบ ๆ ไม่ประดับหรูหรามากมาย เทียร่าที่รายละเอียดไม่หนักเกินไปแต่โดดเด่นที่รูปทรง จะเหมาะกับชุดของคุณมากค่ะ

เทียร่า

          เทียร่าประดับมุก หรือโทนสีออกทอง เข้ากันได้ดีกับชุดสีงาช้างหรือสีเหลืบขาว

          เทียร่าแบบประดับเพชรหรือคริสตัล หรือสีออกโทนขาวเงิน ไปกันได้งามกับชุดเจ้าสาวสีขาว

          คุมสไตล์ของชุดและสไตล์ของเทียร่า ให้ไปในทิศทางเดียวกัน หากชุดเป็นแนวโมเดิร์น เทียร่าก็ควรจะเป็นสไตล์โมเดิร์น หรือหากชุดออกแนววินเทจ เทียร่าก็ควรมีรายละเอียดสไตล์วินเทจด้วย

เทียร่า

          ทรงผมสั้นเหมาะกับเทียร่าที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา เพราะไม่ต้องใช้กิ๊บช่วยในการยึดมากนัก

          เจ้าสาวที่ผมเส้นค่อนข้างเล็ก อาจมีปัญหาในการสวมเทียร่า เพราะอาจไม่ยึดกับผมเท่าไรนัก แก้ปัญหาโดยการเว้นระยะการสระผมหนึ่งวันก่อนวันจริง เพื่อให้ผมจับเป็นกลุ่มพอที่จะพยุงน้ำหนักของเทียร่าได้

          พึงระลึกว่าเทียร่าที่ดีจะเปลี่ยนชุดสวยธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นชุดเจ้าสาวที่สง่างาม และเปลี่ยนผู้หญิงสวยเป็นเจ้าสาวคนงาม ความสวยงามที่กลมกลืนเข้ากันดีทุกองค์ประกอบในตัวของเจ้าสาว ไม่มีเครื่องประดับชิ้นใดโดดเด่นแย่งความงามจากชิ้นใดเป็นพิเศษ คุณคงอยากดูสวยราวกับเจ้าหญิงที่หลุดออกมาจากเทพนิยาย มากกว่าดูเป็นสาวงามคนหนึ่งที่มีเทียร่าเด่น ๆ ประดับอยู่บนศีรษะเท่านั้นเองใช่ไหมคะ

เทียร่า

          ความหรูหราของเทียร่าสวยเสริมความโดดเด่นให้กับเจ้าสาว ลองจินตนาการถึงการดูรูปหมู่ที่แขกเหรื่อถ่ายกับเจ้าสาว คุณอาจต้องใช้เวลาพิจารณามองหาสักเล็กน้อย กว่าจะเห็นว่าเจ้าภาพฝ่ายหญิงของงานผู้แต่งตัวเรียบ ๆ และศีรษะไร้สิ่งใดประดับ ออกจากกลุ่มคนในภาพ แต่หากสาวเจ้ามีเทียร่าชิ้นสวยประดับโดดเด่นอยู่บนศีรษะแล้วล่ะก็ เธอก็จะดูผุดผาดออกมาจากกลุ่มคนมากมายในทันทีเลยล่ะ

          เทียร่าไม่ใช่สำหรับเจ้าสาวเท่านั้น เพื่อนเจ้าสาวเองก็สามารถประดับผมด้วยเทียร่าได้เช่นกัน เพื่อให้ดูกลมกลืนไปในทิศทางเดียวกัน โดยกสารเลือกสวมเทียร่าแบบเรียบ ๆ ไม่มีลูกเล่นหวือหวานัก

          หากคุณกำลังลังเลว่าจะเลือกเทียร่าให้เข้ากับทรงผม หรือเลือกทำผมให้เข้ากับเทียร่าดี คำตอบก็คือสามารถทำได้ทั้งสองแบบ ขึ้นอยู่กับว่าคุณตั้งใจให้ความสำคัญกับสิ่งไหนมากกว่ากัน หากคุณมีทรงผมในดวงใจที่ตั้งใจจะทำให้ได้อยู่แล้ว ก็เลือกเทียร่าให้เข้ากับทรงผมและสไตล์ของชุดเจ้าสาว แต่หากคุณถูกใจเทียร่าอันหนึ่งที่เข้ากันดีกับชุดของคุณมาก ๆ ก็เลือกทำผมแบบที่เหมาะกับเทียร่าชิ้นนั้นก็ได้ค่ะ หากยังคิดไม่ตก ลองปรึกษาช่างทำผมของคุณดูนะคะ

          พอจะได้เคล็ดลับในการเลือกเทียร่าสำหรับชุดเจ้าสาวบ้างแล้วหรือยังเอ่ย ยังไงก็ขอให้ว่าที่เจ้าสาวทั้งหลายสวยงามที่สุดในวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในชีวิตของคุณนะคะ

บริโภคหลากหลายอาหาร ช่วยผิวสวยไม่พึ่งพาหมอ


ผิวสวย

บริโภคหลากหลายอาหาร ช่วยผิวสวยไม่พึ่งพาหมอ 
(ไทยโพสต์)

          ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเพื่อผิวสวย แม้กระทั่งธุรกิจศัลยกรรมต่าง ๆ เติบโตอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่สาว ๆ ที่รักอยากมีผิวพรรณที่งดงาม สามารถเพิ่มความสดใสให้กับตัวเองได้ด้วยการรู้จักกิน และการใช้ชีวิตอย่างถูกวิธีเท่านั้น

          นพ.วรชัย ชื่นชมพูนุท ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามจากนิรันดา คลินิก กล่าวว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเสื่อมสภาพของผิวหนัง เช่น แสงแดด การสูบบุหรี่ มลภาวะและสารเคมีต่าง ๆ และสิ่งสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ อายุที่เพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่ออายุมากขึ้นจะทำให้ระบบฮอร์โมนเพศในร่างกาย ซึ่งช่วยรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของผิวหนังลดลง แม้ปัจจุบันจะมีการทามอยซ์เจอไรเซอร์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ครีม โลชั่น ขี้ผึ้ง เป็นต้น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังได้ แต่นั่นไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ทำให้ผิวดี ผิวพรรณจะสวยงามดูสุขภาพดีได้ ก็ต่อเมื่อเจ้าของผิวรู้จักดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง มีการดูแลผิวแบบองค์รวม ที่สำคัญรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว

          "หลายคนอาจยังไม่ทราบว่ามีอาหารหลายชนิด ที่ทานแล้วทำให้ผิวที่เคยแห้งกลับรู้สึกชุ่มชื้นขึ้น อีกทั้งยังช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัยได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งอาหารที่มีคุณค่าประหนึ่งการเติมมอยซ์เจอไรเซอร์ให้ผิว ที่ผมอยากแนะนำให้รับประทานเป็นประจำนั้น อย่างแรกคือ "น้ำมันมะกอก" เพราะมีผลดีต่อสุขภาพผิวและหัวใจ อุดมด้วยไขมันแบบ Monounsaturated ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นกับผิวมากถึง 25% เลยทีเดียว และไขมันชนิดนี้ยังกระตุ้นการอุ้มน้ำของเซลล์ได้อย่างดี ทำให้ผิวเรียบเนียนน่าสัมผัส โดยวิตามินอีในน้ำมันมะกอก เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการทำลายเซลล์ผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งง่ายครับ" คุณหมอกล่าว

          นอกจากนั้นยังมี "น้ำมันมะพร้าว" ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยรักษาปัญหาผิวแห้งได้ แถมยังช่วยให้ผิวเรียบเนียนนุ่มน่าสัมผัส ผลพิสูจน์ได้แก่การใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคสะเก็ดเงิน โดยช่วยให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนังส่วนที่ติดเชื้อ ช่วยรักษาอาการติดเชื้อได้ ไม่ว่าจะใช้ทานหรือทา ส่วนใครที่ไม่ชอบทาน"อะโวคาโด" เพราะกลัวอ้วน จริง ๆ แล้วอะโวคาโดช่วยให้ผิวของคุณชุ่มชื้นได้จากไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งมีผลดีกับสุขภาพผิวของสาว ๆ ทั้งไขมันประเภท Polyunsaturated และ Monounsaturated ที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ผิวเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ ไม่หยาบกร้าน และไม่มีริ้วรอย อีกทั้งอะโวคาโดยังมีวิตามินบีจำนวนมาก ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยการทำงานของระบบเผาผลาญพลังงาน ในร่างกายได้อีกด้วย

          คุณหมอยังกล่าวต่อว่า เครื่องดื่มอีกอย่างหนึ่งที่หลายคนยังไม่รู้ นั่นคือ "ชา" โดย 3 ใน 4 ส่วนของชามีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในระดับดีเอ็นเอ ถ้าความชุ่มชื้นถูกทำลาย ผลที่จะตามมาคือ ผิวแห้ง และไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ สารต้านอนุมูลอิสระในชาเรียกว่า Phenols เป็นตัวเดียวกับที่พบได้ในผลเบอรี่และองุ่น ทำให้ผิวสุขภาพดีและชุ่มชื้น

          "การทานไขมันดีสำหรับผิวพรรณทำให้ผิวชุ่มชื้น ช่วยให้ผิวดูมีน้ำมีนวลได้ แหล่งสารอาหารไขมันที่ดีต่อสุขภาพ ได้แก่ ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว มักพบได้ในปลา ถั่ว เมล็ดธัญพืช และน้ำมันจากพืชนั่นเอง ใครที่อยากผิวสวยต้องหัดทานไขมันบ้าง ไม่ใช่ว่ากลัวอ้วนจนไม่ทานไขมันเสียเลย ไม่เช่นนั้นผิวก็อาจจะแห้ง หยาบกร้านได้ครับ นอกจากนั้น อย่าดื่มหรือทานอาหารที่มีส่วนทำให้น้ำระเหยจากผิวได้ง่าย อาทิ พวกแอลกอฮอล์ หรือกาเฟอีน เป็นต้น ที่สำคัญต้องดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว หรือดื่มชาสมุนไพรควบคู่กันไปกับน้ำเปล่าก็ช่วยได้ครับ"

แต่งหน้าสวยสไตล์เจ้าหญิง


แต่งหน้า

Lonely Princess Look by Puyisme 


          Get the look วันนี้ ปุ้ยหยิบแรงบันดาลใจจากฤดูฝนมาแต่งสวยให้ดูกันค่ะ

          ถ้านึกถึงอารมณ์ของฤดูฝนแล้ว ก็คงต้องเป็นอารมณ์เหงาๆ เศร้าๆ ซึ้งๆ ใช่มั้ยล่ะ ปุ้ยก็เลยตั้งชื่อลุคนี้ว่า เจ้าหญิงแสนเศร้า โดยดึงอารมณ์ของฤดูฝนเข้ามาสร้างบรรยากาศความเหงา ด้วยโทนสีม่วงที่ดูดซึมเศร้าอย่างสีลูกพลัม และสีชมพูที่ดูอ่อนหวานแบบผู้หญิงๆ ผสานกับเทคนิคลูกเล่นของหยดน้ำตา และแก้มฉ่ำๆ ของสาวน้อยน่าสงสารที่ร้องไห้มาทั้งวัน แต่ก็ไม่ลืมที่จะเพิ่มความหรูหราสไตล์เจ้าหญิงลงไปด้วย

          "ลุคเจ้าหญิงแสนเศร้าดึงอารมณ์ของฤดูฝนเข้ามาสร้างบรรยากาศความเหงา ด้วยโทนสีม่วงที่ดูซึมเศร้า และสีชมพูที่ดูอ่อนหวาน"


คลิป แต่งหน้าสวยสไตล์เจ้าหญิง 

           ผิวหน้า (Face) ผิวนวลเนียนด้วยรองพื้นเนื้อครีมที่เปลี่ยนเป็นเนื้อแป้งได้ เหมาะกับอากาศร้อน ๆ ชื้น ๆ ของฤดูฝนยิ่งนักตามด้วยแป้งฝุ่นเนื้อบางเบา ที่สามารถควบคุมความมันของผิวหน้าได้เป็นอย่างดี

           ดวงตา (Eyes) ดวงตาสีม่วงลูกพลัมที่ดูมีมิติด้วยการไล่โทนสีเข้ม และให้ความหรูหราด้วยอายชาโดวที่มีชิมเมอร์และกลิตเตอร์ จากนั้นเพิ่มลูกเล่นให้แววตาดูเหมือนมีน้ำตาเอิ่งนองตลอดเวลา ด้วยชิมเมอร์เนื้อละเอียดสีชมพูมุข ตามด้วยการให้เส้นขอบตาสีม่วงที่ดูหรูหรา กับแผงขนตายาว ๆ ที่ทำให้แววตาดูหวานขึ้น

           แก้ม (Cheeks) แก้มสีชมพูม่วง ปัดตรงตำแหน่งใต้ดวงตา ทำให้เหมือนแก้มที่แดงเพราะร้องไห้มาทั้งวัน

           เรียวปาก (Lips) เรียวปากสีชมพูหวาน ๆ และกลอสสีชมพูใส ๆ ทำให้ได้ลุคแบบผู้หญิ๊งผู้หญิง

          Lonely Princess เป็นลุคที่ดูแสดงให้เห็นเทคนิคการแต่งหน้าให้ดูหวานแบบเจ้าหญิง ๆ หรือแบบนางเอกในละครที่ชีวิตเธอดูแสนเศร้า รอคอยความรักที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะมาซักที ซึ่งสาว ๆ สามารถนำลุคนี้ไปใช้ได้ สำหรับใครที่ชอบการแต่งโทนหวาน และลุคนี้จะให้ตัวอย่างในการนำโทนสีม่วงที่แต่งยาก ๆ มาแสดงให้ดูกันว่า เราสามารถแต่งให้สีม่วงดูสวยหรูหราได้อย่างไร

          ฤดูฝน อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ฝนตกพรำบ้าง หนักบ้าง ยังไงก็ อยากให้สาว ๆ ดูแลตัวเองกันให้ดี ๆ พกร่มออกจากบ้านเป็นไอเท็มติดตัวในช่วงนี้กันด้วยนะคะ

          แล้วอย่าลืมว่า ความสวยเป็นภารกิจของสาว ๆ ทุกคน สวยงามอย่างสร้างสรรค์ และแบ่งปันให้กันและกัน ค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ PuYisme

เวลาเยียวยาความรู้สึก แต่ไม่ทำให้ทุกอย่างเหมือนเดิม


เวลา

ข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          เมื่อไหร่ก็ตามที่ "อกหัก" ... "เสียใจ" หลายคนมักบอกว่าเวลาจะเยียวยาทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะเมื่ออะไร ๆ มันผ่านไปแล้ว ความเจ็บปวดต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ เบาบางลง หรือจางหายไปในที่สุด แต่สำหรับบางคนมันกลับไม่เป็นอย่างนั้น ยิ่งนานวันยิ่งคิดถึงอดีตที่ทั้งเจ็บปวดและงดงาม

          บางคนใช้เวลาเป็นเครื่องลบเลือนความเจ็บปวด โดยอาจหลงลืมไปว่า "เวลา" มันไม่สามารถทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมได้อีกแล้ว จริงอยู่ว่าเวลาช่วยรักษาแผลใจ รักษาความรู้สึก แต่ไม่ช่วยให้ใครกลับไปแก้ไขอะไรตามที่อยากให้เป็น อาจเพราะเวลาไม่เคยเดินถอยหลัง มีแต่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่มีวันสิ้นสุด และเมื่อเวลาล่วงเลยผ่าน ไม่มีใครสามารถกลับไปทำในสิ่งที่อยากทำได้

         คงคล้าย ๆ กับเชือก ที่เมื่อขาดไปแล้วถึงจะเอากลับมาผูกติดกันใหม่ได้ แต่อย่าลืมว่ามันก็ยังมีปมเล็ก ๆ ที่ไม่ว่าจะสัมผัสเมื่อไหร่ ก็รู้สึกระคายมือเสมอ

          ในเมื่อมีโอกาสที่จะทำวันนี้ให้ดีที่สุดแล้ว ดูแลความรู้สึกกันและกันอยู่เสมอ ทำความเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่อีกคนเป็น เผื่อวันหนึ่งข้างหน้า มีอะไรเกิดขึ้นกับความรักของคุณทั้งคู่ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายเวลา เพราะคุณทำมันดีที่สุดแล้ว...แม้ชีวิตไม่ได้สมบูรณ์แบบเหมือนในละคร แต่หากทะนุถนอม เอาใจใส่กันดี ๆ มันก็สวยงามได้

          เพราะฉะนั้น อย่ารอให้เกิดความสูญเสียก่อน ถึงจะทำให้รู้ว่า "เวลา" มีค่ามากแค่ไหน อย่าปล่อยให้อะไรมันสายเกินไป หากวันนี้ความรักของคุณยังงดงามอยู่ ก็ควรจะรักษาความสวยงามนั้นไว้ให้ดี ๆ อยากกอดต้องทำ อยากบอกรักต้องบอก หรือถ้าคุณกำลังอยู่ในภาวะอกหักรักคุด และเชื่อเถอะว่า "เวลา" จะรักษามันได้อย่างสนิทใจ เพียงแค่คุณเปิดใจยอมรับกับสิ่งใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิต

น้ำหอม...เพื่อเจ้าสาวหอมสดชื่น


เจ้าสาว


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้หญิง ที่ต้องฉีดน้ำหอมก่อนออกจากบ้าน เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง เพราะฉะนั้น ยิ่งวันสำคัญอย่างวันแต่งงาน เจ้าสาวทุกคนต่างก็อยากมีกลิ่นกายหอมอบอวลตลอดทั้งวัน (จริงไหม) อีกทั้งกลิ่นหอมของเจ้าสาวยังส่งผลถึงอารมณ์ที่สดสำหรับเจ้าบ่าวด้วย 

          อันดับแรกเจ้าสาวควรเลือกซื้อน้ำหอมกลิ่นที่เจ้าสาวถูกใจ (รวมถึงเจ้าบ่าวด้วยนะ) โดยซื้อเป็นเซ็ท ทั้งสบู่ โลชั่น และน้ำหอม เพื่อซึมซับกลิ่นให้ยาวนานตลอดทั้งวัน หรือใช้น้ำหอมกลิ่นที่เจ้าสาวใช้อยู่เป็นประจำ โดยฉีดน้ำหอมกับสำลีไว้จำนวน 2 ก้อน ก้อนแรกใส่ไว้ในถุงคลุมชุดแต่งงาน 

          ส่วนสำลีอีกก้อนใส่ไว้ในชุดชั้นใน แต่ควรหลีกเลี่ยงการฉีดน้ำหอมไว้ในชุดแต่งงานโดยตรง เพราะน้ำหอมจะทำปฏิกิริยากับผ้า ทำให้ด่างเป็นวงเสียสวยได้ หรือถ้าเจ้าสาวอยากแต้มน้ำหอมลงบนร่างกายก็สามารถทำได้ บริเวณหลังใบหู ข้อมือ คอ และเข่า ซึ่งเป็นจุดที่มีความร้อนมากกว่า จึงทำให้น้ำหอมส่งกลิ่นแรงขึ้น

          ที่สำคัญอย่าลืมว่ากลิ่นหอมในวันแต่งงาน จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของคู่บ่าว-สาวไปตลอดกาล เพราะฉะนั้น ควรเลือกกลิ่นที่ถูกใจทั้งคุณและเขามากที่สุดจะดีกว่านะ

กลเม็ดชักจูงลูกน้อยให้อ่านหนังสือ


อ่านหนังสือ - นิทาน

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม


          คุณพ่อคุณแม่ และ คุณครูทั่วโลกต่างประสบปัญหาที่แก้ไม่ตก และเป็นปัญหาที่เปรียบเสมือนเป็นยาขมสำหรับเด็ก ๆ เช่นกัน นั่นก็คือ ปัญหาเด็กน้อยไม่ชอบอ่านหนังสือนั่นเอง ประโยชน์ของการอ่านนั้นมีมากมาย ทั้งช่วยฝึกสมาธิ เสริมสร้างจินตนาการ ช่วยเติมประสบการณ์ที่เขาอาจต้องพบเจอเมื่อเป็นผู้ใหญ่ และปลูกฝังนิสัยขวนขวายหาความรู้เมื่อเขาโตขึ้นได้ แต่จะทำอย่างไรดีหนอให้คุณหนูตัวเล็กทั้งหลาย หันมาสนใจและรักการอ่าน แต่จะอย่างไรก็เถอะ เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นเด็ก ๆ แล้วล่ะก็ ย่อมถูกชักจูงได้ง่าย ก็ลองดูสิว่าพอพวกเด็ก ๆ เจออะไรล่อตาล่อใจเข้าหน่อย ก็จะวิ่งตื๋อเข้าไปหา ถ้าอย่างนั้นทำไมเราไม่หาวิธีให้หนังสือกลายเป็นเรื่องแสนสนุก สำหรับเด็ก ๆ ดูบ้างล่ะ วันนี้เราเลยนำวิธีการชักจูงลูกน้อยให้เพลิดเพลินไปกับหนังสือ ที่เว็บไซต์หนังสือและแมกกาซีนอย่าง redbookmag.comนำมาฝากเหล่าผู้ปกครองมาให้ลองดูกันค่ะ

  1. ท่องเที่ยวไปในโลกหนังสือ

          "เอาล่ะ วันนี้เราจะไปเที่ยวกันนะ" คุณสามารถพูดคำนี้เพื่อเป็นการหลอกล่อเจ้าตัวน้อย ให้สนใจกับสิ่งที่คุณกำลังจะทำ แต่อย่าลืมเบรคเจ้าตัวเล็กก่อนที่เขาจะไปคว้ารองเท้ามาสวมล่ะ เพราะว่าวันนี้ คุณจะพาเขาออกท่องไปในโลกกว้างโดยไม่ต้องออกจากบ้านเลย ลองเลือกหนังสือที่มีภาพประกอบสวย ๆ พร้อมกับเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราว สถานที่ หรือยุค ที่แตกต่างจากที่คุณอยู่ และต่างจากประสบการณ์ที่เขาได้รับอยู่ทุก ๆ วัน จากนั้น ก็ชี้ชวนให้เจ้าตัวน้อยออกท่องเที่ยวไปในโลกของหนังสือได้เลย

 2. มีรางวัลแลกเปลี่ยน

          แม้การอ่านหนังสือจะมีประโยชน์ แต่ก็เป็นประโยชน์แบบที่เด็ก ๆ ไม่สามารถจับต้องได้ ที่สำคัญเขายังเด็กเกินไปที่จะตระหนักถึงความสำคัญเช่นนี้ คุณจึงสามารถชักนำคุณหนูตัวน้อย ด้วยการให้รางวัลซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถจับต้อง หรือสัมผัสรับรู้ได้ชัดเจน อาจจะเป็นการทำขนมที่เขาชอบ แลกเปลี่ยนกับการอ่านหนังสือจบสักเล่มก็ได้ค่ะ

 3. เปลี่ยนเสียงเล่าเรื่องตามตัวละครในนิทาน

          การเล่านิทานแบบอ่านออกเสียง แล้วเปลี่ยนเสียงไปตามคาแรคเตอร์ของตัวการ์ตูนหรือตัวละครต่าง ๆ เป็นการดึงความสนใจของเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ ที่คุณใช้ต่าง ๆ กัน จะทำให้เขาตั้งอกตั้งใจฟัง ทั้งยังเข้าใจเนื้อเรื่องได้ง่ายขึ้น จากนั้นลองใช้เสียงตัวละครนั้น คอยถามให้เจ้าตัวเล็กคาดเดาเหตุการณ์ว่า จะเกิดอะไรขึ้นเป็นลำดับต่อไป ซึ่งก็เป็นการฝึกจินตนาการของเขาได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ

 4. สร้างแอคติ้งคลาสเล็ก ๆ

          อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เด็ก ๆ เพลิดเพลินตื่นตาตื่นใจไปกับเนื้อหาในหนังสือ ก็คือการนำมันมาทำให้เป็นรูปธรรมหรือสิ่งที่พวกเขาสามารถจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำหุ่นเชิดมือ ตุ๊กตากระดาษ หรือ อาจจะนำเศษผ้าและวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ มาประกอบเป็นเครื่องแต่งกาย เลียนแบบตัวละครในหนังสือ แล้วให้เด็ก ๆ ใช้ตุ๊กตาที่ตัวเองประดิษฐ์ขึ้นมา หรือแต่งตัวตัวเองเป็นตัวละครนั้น ๆ และแสดงเลียนแบบเรื่องราวในหนังสือเท่าที่เขาจำได้ นอกจากจะสนุกสนานแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างทักษะด้านการจดจำและการตีความอีกด้วย

 5. ดัดแปลงเรื่องราว

          หลังจากอ่านเรื่องราวจบแล้วรอบหนึ่ง ชวนเด็ก ๆ พูดคุยถึงเรื่องราวที่เพิ่งได้สัมผัสไป หรืออาจเป็นเรื่องราวอื่นที่เด็ก ๆ รู้จักดีอยู่แล้วก็ได้ ลองสมมุติสถานการณ์ว่าหากตัวละครที่เด็ก ๆ รู้จัก ไม่ได้ตัดสินใจทำตามแบบที่ดำเนินในเรื่อง หรือ เปลี่ยนเป็นตัวละครอื่น หรือ เปลี่ยนเอาเจ้าตัวน้อยทั้งหลายมาเป็นตัวละครนั้นเสียแทน เจ้าตัวเล็กของคุณจะต่อเติมให้เรื่องราวดำเนินต่อไปอย่างไร อย่าลืมลองถามเหตุผลดูด้วยว่าทำไม หนู ๆ จึงคิดเช่นนั้น นอกจากจะทำให้เด็ก ๆ มีความเข้าใจในเรื่องราวมากขึ้น ยังเป็นการกระตุ้นให้เด็ก ๆ ได้ใช้จินตนาการและการเหตุผลด้วยค่ะ

 6. เที่ยวสวนสนุกเสริมสร้างจินตนาการ

          แม้บ้านเราจะไม่มีดิสนีย์แลนด์ที่จำลองเอาบรรยากาศจากการ์ตูน และเทพนิยายต่าง ๆ มาไว้ด้วยกัน แต่สวนสนุกอย่างดรีมเวิลด์หรือโซนเด็กเล่นในห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ นั้น ก็มีหลายแห่งที่ทำขึ้นโดยเทียบเคียงกับบรรยากาศจากนิทาน หรือนิยายต่าง ๆ การได้พาคุณหนู ๆ ไปยังสถานที่เหล่านี้ ทำให้เด็กน้อยได้หวนคิดถึงเรื่องราวที่เขาเคยอ่านมา ไม่แน่ว่า กลับบ้านไปอาจจะไปหยิบหนังสือเล่มนั้นมาอ่านใหม่อีกรอบก็ได้ค่ะ

 7. ดูการแสดงที่มีเรื่องราวจากนิทาน

          งานนิทรรศการ หรือ พวกเอ็กซ์ฮิบิชั่นสำหรับเด็กต่าง ๆ มักมีโซนการเล่นละคร หรือ การแสดงที่มาจากเรื่องราวในนิทานทั้งหลาย หากได้ข่าวว่ามีงานดี ๆ แบบนี้เมื่อไหร่ อย่าลืมพาเจ้าตัวน้อยไปบ้างนะคะ พวกผู้ใหญ่ก็ได้เจอกับเหล่าผู้ปกครองที่มีบุตรหลานในวัยเดียวกัน สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียกันได้ แถมเด็ก ๆ ก็ได้สนุกเพลิดเพลินไปกับการแสดง ที่มีเนื้อหาอย่างที่เขาคุ้นเคย แถมยังได้ดูด้วยว่าจินตนาการของเขานั้น จะเหมือนกับที่มีคนกำลังถ่ายทอดให้ดูด้วยหรือเปล่า เป็นการต่อยอดจินตนาการของเด็ก ๆ ได้อีกทางหนึ่ง

 8. ตะลอนทัวร์ที่ร้านหนังสือ

          ร้านหนังสือดี ๆ จะมีมุมหนังสือสำหรับเด็กเสมอ และหากเป็นร้านหนังสือชั้นนำขนาดใหญ่ ก็จะมีโซนกิจกรรมสำหรับเด็กอีกด้วย คุณสามารถปล่อยให้เจ้าตัวน้อยเลือกหนังสือที่ตัวเองชอบมาสักเล่ม หรือให้ลูกน้อยได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ทางร้านจัดขึ้น นอกจากเจ้าตัวเล็กจะได้พบปะกับเพื่อนเด็กคนอื่น ๆ ยังช่วยให้เขารู้สึกคุ้นเคย และเป็นมิตรกับหนังสือทั้งหลายได้ด้วยค่ะ

          ถึงแม้เราจะต้องอาศัยกลเม็ดเพื่อหลอกล่อชักจูงเจ้าตัวเล็กอยู่บ้าง แต่เมื่อไรก็ตามที่เขาเริ่มรู้ว่า การอ่านมันช่างเพลิดเพลินสนุกสนานขนาดนี้แล้วล่ะก็ อีกไม่นานคุณก็จะได้เห็นเจ้าตัวน้อย นั่งจุมปุ๊กอยู่กับหนังสือด้วยตัวเองได้แน่นอนค่ะ

7 พฤติกรรมทำร้ายผิวไม่รู้ตัว


7 พฤติกรรมทำร้ายผิวไม่รู้ตัว


          ผู้หญิงทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นห่วงเป็นใยเรื่องความสวยความงามของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะสุขภาพ ผิวพรรณ ใบหน้า และรูปร่างเอย เรียกว่าทุกอย่างเลยล่ะ โดยเฉพาะในเรื่องของผิวพรรณและใบหน้า ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ยอมแพ้กันไม่ได้ เครื่องสำอางมากมายหลายชนิดก็เลยขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ใครเลยจะรู้ว่า ในขณะที่เราสรรหาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มาประโคมผิวนั้น สาว ๆ ก็ทำร้ายผิวด้วยวิธีที่คิดไม่ถึงสารพัดเลยล่ะ วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยขอหยิบยกเรื่องพฤติกรรมทำลายผิวมาฝากกัน ไปดูกันค่ะว่ามีพฤติกรรมไหนที่คุณทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัวในทุก ๆ วันบ้าง

7 พฤติกรรมทำร้ายผิวไม่รู้ตัว

        1. ไม่ยอมใช้ครีมกันแดด เพราะแสงแดดทุกวันนี้มีทั้งรังสียูวีเอและยูวีบี ที่นอกจากทำให้ผิวคุณดำคล้ำแล้ว ยังสะสมเป็นมะเร็งผิวหนังได้อย่างง่ายดาย สาว ๆ ไม่ว่าจะวัยไหนจึงต้องใช้ครีมกันแดดเป็นประจำเมื่อออกนอกบ้าน แม้จะป้องกันแสงแดดไม่ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ยังมีสิ่งที่ป้องกันใบหน้าและผิวจากแสงแดดหน่อยก็ดีค่ะ

        2. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นสำหรับผิว เช่น ใช้ครีมผิวขาวทั้งที่คุณก็ข๊าวขาว ใช้ครีมลดรอยด่างดำทั้งที่ใบหน้าคุณออกจะใสกิ๊ง หรือใช้ครีมกำจัดสิวทั้งที่หน้าไม่มีสิวเลยซักเม็ด แต่ใช้เพื่ออยากจะป้องกันสิว เฮ้อ พฤติกรรมนี้ยิ่งเลิกเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเลยค่ะสาว ๆ คุณรู้ไหมว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นกับผิวนั้น จะยิ่งทำร้ายผิวและทำให้ใบหน้าคุณเกิดการดื้อยาเวลาที่คุณเกิดปัญหานั้นขึ้นมาจริง ๆ ด้วยล่ะ

        3. ขัดผิวบ่อยเกินไป จริงอยู่ที่การขัดผิวเป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วออกไป แล้วเผยผิวใหม่ที่สว่างใสกว่าเดิม แต่การขัดผิวเป็นประจำนั้นจะทำให้ทำลายเกราะป้องกันของผิว ทำให้ผิวแก่เร็วกว่าที่ควรจะเป็นค่ะ

7 พฤติกรรมทำร้ายผิวไม่รู้ตัว

        4. อาบน้ำอุ่นเป็นเวลานาน เพราะมันจะทำให้ผิวของคุณแห้งมากถึงมากที่สุด ขึ้นอยู่กับเวลาที่คุณอาบน้ำอุ่นนั่นแหละค่ะ ยิ่งถ้าหากคุณเป็นคนผิวแห้งแล้ว ก็ยิ่งจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้นไปอีกจนบางคนถึงกับลอกเลยทีเดียวล่ะ ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นอย่าอาบน้ำอุ่นเลยค่ะ อาบน้ำอุณหภูมิปกติดีกว่าเยอะ สดชื่นด้วย

        5. ใช้เครื่องสำอางทุกวัน อย่าลืมว่าเครื่องสำอางที่เติมสีสันให้กับใบหน้าแต่ละชนิด ผ่านกรรมวิธีทางเคมีมาทั้งนั้นค่ะคุณสาว ๆ ไม่ได้ส่งตรงมาจากธรรมชาตินะคะ ดังนั้นหากเว้นได้บ้างซักวันสองวัน ก็คงดีไม่น้อย ปล่อยให้ใบหน้าได้หายใจหายคอนอกจากช่วงเวลากลางคืนบ้างค่ะ

7 พฤติกรรมทำร้ายผิวไม่รู้ตัว

        6. คุยโทรศัพท์มือถือนาน ดูเหมือนจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับเรื่องผิวพรรณซักนิด แต่ลองคิดดูให้ดี ๆ แล้วจะเห็นว่ามันมีผลอย่างแท้จริงค่ะ เนื่องจากการคุยโทรศัพท์มือถือนานนั้นจะทำให้ความร้อนจากโทรศัพท์มือถือถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องและร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนคุณอาจจะคุ้นชิน แต่ความร้อนเหล่านี้ล่ะค่ะ ที่จะค่อย ๆ ทำร้ายผิวคุณช้า ๆ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ แนะนำให้ใช้สมอลล์ทอล์คดีกว่าค่ะ

7 พฤติกรรมทำร้ายผิวไม่รู้ตัว

        7. ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ๆ ข้อนี้คงเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว (แต่ก็ยังอดใจไม่ได้) เพราะแอลกอฮอล์นั้นยิ่งดื่มมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ผู้ดื่มขาดวิตามินบี ซึ่งส่งผลให้ผิวพรรณเสื่อมสภาพ เหี่ยว และแก่เร็วนั่นเอง

          รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ว่ามาข้างต้นนะคะ เพื่อที่ผิวสวยจะได้อยู่กับคุณตลอดไปนั่นไง

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

อดนอนกวนสมอง มีส่วนทำให้เกิดเป็นโรคสมองเสื่อมขึ้นได้



นักวิจัยโรงพยาบาลบาร์เนสยิว พบว่า การอดนอนอาจจะมีส่วนทำให้เป็นโรคสมองเสื่อมได้ ส่อว่าอาจจะใช้ยาที่เข้าโอเรกซิน รักษาผู้ป่วยสมองเสื่อมให้ทุเลา...

นักวิจัยโรงพยาบาลบาร์เนสยิว ที่นครเซนต์หลุยส์ ของสหรัฐฯ สงสัยว่าการอดนอนอาจจะมีส่วนทำให้เป็นโรคสมองเสื่อมได้ เพราะได้เห็นในการทดลองกับหนู ซึ่งโดนถูกตัดแต่งหน่วยพันธุกรรม เพื่อให้เป็นโรคนี้ พวกเขาได้พบว่าเมื่อมันตื่นระดับโปรตีนอมัยลอยด์ในสมองจะสูงขึ้น และจะค่อยลดต่ำลงเมื่อหลับ ครั้นพอโดนถูกกวน ไม่ให้หลับได้อาการของมันจะยิ่งทรุดหนักลง

ดร.เดวิด โฮลซ์แมน หัวหน้าคณะกล่าวว่า "เมื่อมันอดนอน โปรตีนอมัยลอยด์จะก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนสังเกตได้"

เมื่อคณะนักวิจัยฉีดยาโอเรกซินอันเป็นสารควบคุมการนอนเข้าที่สมองมันจะตื่นนานขึ้น และระดับโปรตีนก็จะสูงขึ้นไปด้วย ในคนเราสารโอเรกซินจะมีบทบาทอย่างมากในผู้ป่วยโรคง่วงหลับ

ตัวหมอเดวิดได้ให้ความเห็นว่า การค้นพบส่อว่าอาจจะใช้ยาที่เข้าโอเรกซินในการบำบัดรักษาผู้ป่วยสมองเสื่อมให้ทุเลาได้.
บทความจาก fwmail



credit : teenee.com

เทคนิคอ่านหนังสือให้จำได้




แนะนำวิธีการอ่านหนังสือประเภทต้องใช้ความจำเยอะ ฉบับสั้นๆ ให้เพื่อนๆ ลองนำไปใช้ดูค่ะ


1.สิ่งที่แรกคือ จดจ่ออยู่กับหนังสือ ไม่วอกแวก
2.เริ่มอ่าน...
3.พยามสรุปให้ได้ว่า แต่ละย่อหน้านั้นที่อ่านมามีอะไรบ้าง ประมาณว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร(สูตรนี้เอามาจากอาจารย์)
4.แต่ละหัวข้อนั้นๆ อันไหนสำคัญใช้ปากกาเน้นขีดไว้ (ประมาณว่าเก็งข้อสอบ)
5.พออ่านแล้วใช้ปากกาเน้นขีดเนื้อหาที่สำคัญของหัวข้อนั้นๆ หมดทุกเรื่อง เมื่อใกล้สอบให้กลับมาอ่านข้อความที่เน้นไว้ทุกข้อความ
6.ถ้าว่างจนไม่มีอะไรทำ ให้คิดทบทวนเนื้อหาที่อ่านมาในใจ ประมาณว่าหัวข้อนี้มีอะไรบ้างที่สำคัญ

6 ขั้นตอนนี้ไม่ยากเท่าใหร่ ขอแค่ความตั้งใจ สอบครั้งต่อไป ได้คะแนนเพิ่มแน่ๆ จ้า

credit : teenee.com

อารมณ์ ความโกรธ ของคนกรุ๊ปเลือดต่างๆ





ถ้าแฟนคุณเป็นคนเลือดกรุ๊ป A
คุณอาจจะต้องใช้เวลามากหน่อยกว่าเค้าจะหายโกรธ เพราะเค้าเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น แต่ปกติจะเป็นคนโกรธคนยาก จริงใจกับทุกคน แต่ถ้าลองใครทำให้โกรธล่ะเป็นเรื่อง ยิ่งเป็นคนที่เค้าไว้ใจแล้วมาหักหลังกัน อาจถึงขั้นไม่ร่วมทางกันเลยเชียว
เวลาที่คนกรุ๊ป A โกรธอย่าพยายามยับยั้งเค้า หรืออย่าไปแก้ตัวแทนคนที่ทำให้เค้าโกรธ เพราะเค้าอาจพาลมาโกรธคุณด้วย พยายามเอาอกเอาใจเรื่องอื่น เวลาจะช่วยให้เค้าหายโกรธได้ แต่ถ้าจะให้ดีอย่าทำให้เค้าโกรธเลยเป็นดี
คนเลือดกรุ๊ป B
คนเลือดกรุ๊ป B จริงๆ แล้วคนเลือดกรุ๊ปนี้จะอารมณ์ดี ออกจะเป็นคนโกรธง่าย แต่ก็ลืมง่ายด้วย เค้าจะโกรธใครได้ไม่นานนักหรอก สักพักเค้าก็ลืมแล้ว ยิ่งมีเรื่องสนุกๆ มาเล่าให้ฟังหรือมีอะไรมันส์...มันส์ให้เค้าทำก็ยิ่งดี 
ถ้าคนเลือดกรุ๊ป B โกรธขึ้นมา ต้องพยายามอย่าไปใส่ใจมากนัก ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าให้ทำเป็นไม่สนใจเค้านะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเค้าอาจจะพาลโกรธมากขึ้น แค่อย่าไปพูดรื้อฟื้นทำให้เค้าลืมๆ ไป ยิ่งลืมเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี
คนเลือดกรุ๊ป AB
คนเลือดกรุ๊ป AB เค้าจะเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง เป็นคนเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองสูง ถือดีเป็นที่สุด และไม่ชอบง้อใคร เวลาจะทำอะไรเค้าก็เป็นคนมีเหตุผลพอสมควร แต่เหตุผลก็จะเข้าข้างตัวเองซะมาก เค้าอาจจะทำให้คุณปวดหัวได้หากทำให้เค้าโกรธ เพราะเค้าจะไม่ยอมฟังคำแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น ก็บอกแล้วว่าเค้ามีเหตุผลที่ค่อนข้างเข้าข้างตัวเอง ถ้าเค้าโกรธก็ยอมๆ เค้าหน่อย ยอมที่จะเอ่ยคำว่าขอโทษ คงไม่เสียศักดิ์ศรีของคุณเท่าไหร่หรอกมั้ง แค่เนี้ย.....เค้าก็จะหายโกรธแล้ววว..
คนที่มีเลือดกรุ๊ป O
สุดท้าย คนที่มีเลือดกรุ๊ป O ความโกรธของคนเลือดกรุ๊ป O รุนแรงราวกับพายุเฮอริเคนก็ไม่ปาน เค้าจะน่ากลัวมากเมื่ออยู่ในอารมณ์โกรธ อย่าไปขวางเชียวอาจโดนลูกหลง เข้าได้ แต่เค้าเป็นคนมีเหตุผลมาก จึงเป็นเรื่องที่ยาก หากจะทำให้เค้าอารมณ์ดี อย่างที่บอกแล้วว่าถ้าโกรธจะแรงมาก แต่ถ้าเค้ารู้สาเหตุข้อเท็จจริงที่ทำให้เค้าโกรธ อธิบายให้เค้าฟังอย่างมีเหตุผลเค้าก็จะหายโกรธเป็นปลิดทิ้ง ประมาณว่าเหมือนไม่เคยโกรธกันมาก่อน
รู้แล้วก็อย่าลืมหาวิธีเหมาะๆ ไปง้อแฟนให้หายโกรธซะล่ะ ทางที่ดีอย่าหาเรื่องให้โกรธกันจะดีฝ่า..!!!.


credit : teenee.com